ลดน้ำหนักแบบไหนดี? มาดูกันว่า Intermittent Fasting เทียบกับ Calorie Restriction เป็นอย่างไรบ้าง!

Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Share on print
Share on email

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีการลดน้ำหนักที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนับแคลอรีที่กินเข้าไปในแต่ละวัน หรือที่ฮิตกันสุดๆ อย่างการงดอาหารเป็นช่วงๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Intermittent Fasting (IF). วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า วิธีการไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด และมีผลวิจัยล่าสุดรองรับอย่างไรบ้างค่ะ

ข่าวดีก็คือ ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า ทั้งสองวิธีนี้ “มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน” ในการช่วยให้คุณลดน้ำหนักและปรับปรุงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ (Cardiometabolic Risk Factors) ได้ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว!

Intermittent Fasting (IF) และ Calorie Restriction (CR) คืออะไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแต่ละวิธีหมายถึงอะไร:

  • การจำกัดแคลอรี (Calorie Restriction – CR): วิธีนี้เน้นการตั้งเป้าหมายปริมาณแคลอรีที่คุณจะกินในแต่ละวัน โดยคุณสามารถกินได้ตลอดเวลาตามตารางที่คุณสะดวก.
  • การงดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting – IF): วิธีนี้จะเน้นที่ “เวลา” ในการกินมากกว่า “สิ่งที่คุณกิน”. คุณจะมีช่วงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการกินและช่วงเวลาสำหรับการงดอาหาร. รูปแบบ IF ที่นิยมมีหลายแบบ เช่น:
    • การงดอาหารสลับวัน (Alternate Day Fasting – ADF): คุณจะสลับวันกินอาหารปกติกับวันงดอาหาร หรือวันที่กินแคลอรีน้อยมากๆ.
    • การจำกัดเวลากิน (Time-Restricted Eating – TRE): คุณจะจำกัดเวลาในการกินอาหารในแต่ละวันให้แคบลง เช่น กินได้แค่ในช่วง 8 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมงเท่านั้น.
    • การงดอาหารทั้งวัน (Whole Day Fasting): หรือที่เรียกว่าสูตร 5:2 คือการงดอาหาร (หรือกินน้อยมากๆ) สองถึงสามวันต่อสัปดาห์.

ผลการศึกษาล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง?

ผลการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบจากงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มเกือบ 100 ชิ้น ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The BMJ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พบข้อมูลที่น่าสนใจมากค่ะ:

  • ทั้ง IF และ CR ให้ผลลัพธ์ที่ดี: ทั้งสองวิธีนี้ต่างก็ช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อเทียบกับการไม่จำกัดการกินเลย. โดยรวมแล้ว ทั้งคู่มีประสิทธิภาพเท่ากัน ในการให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ.
  • ADF อาจเหนือกว่าเล็กน้อย: ในบรรดาการทำ IF รูปแบบต่างๆ การงดอาหารสลับวัน (ADF) เป็นวิธีเดียวที่ส่งผลให้มีการลดน้ำหนักมากกว่าการจำกัดแคลอรี (CR) เล็กน้อย ประมาณ 3 ปอนด์. อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก ในการช่วยปรับปรุงปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก. นอกจากนี้ ADF ยังให้ผลดีขึ้นเล็กน้อยในเรื่องคอเลสเตอรอลรวมและ LDL เมื่อเทียบกับการจำกัดเวลากิน (TRE).
  • บางงานวิจัยพบ IF ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า:
    • งานวิจัยในปี 2024 พบว่า IF และ CR มีประสิทธิภาพเท่ากัน แต่ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมักจะ ทำ IF ได้ต่อเนื่องมากกว่า.
    • การทดลองทางคลินิกที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NIH เมื่อเดือนเมษายน 2025 พบว่า ผู้ที่ทำ Whole Day Fasting (ในรูปแบบ 4:3) สามารถลดน้ำหนักได้ มากกว่าถึง 50% (7.6% ของน้ำหนักตัว เทียบกับ 5%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม CR หลังผ่านไปหนึ่งปี. และการลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ส่งผลให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นด้วย เช่น ความดันโลหิต คอเลสเตอรอลรวม และ A1C.
    • การทดลองอีกชิ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พบว่า การทำ TRE เพียง 3 เดือน สามารถนำไปสู่ การลดน้ำหนักในระยะยาว ได้ แม้ว่าผู้เข้าร่วมจะหยุดทำตามโปรโตคอลไปแล้วก็ตาม.

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง David B. Sarwer, PhD จาก Temple University กล่าวว่า “การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสามวิธีนี้ ส่วนใหญ่แล้วนำไปสู่การลดน้ำหนักที่คล้ายคลึงกัน”

ไม่มี "สูตรลดน้ำหนักที่ดีที่สุด"

ผลการวิจัยนี้ตอกย้ำสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อมานานแล้วว่า ไม่มีอาหารลดน้ำหนัก “ที่ดีที่สุด” เพียงหนึ่งเดียว. สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาวิธีที่ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ และเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำตามได้ใน ระยะยาว.

“แนวทางที่ดีที่สุดคือการที่บุคคลสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลกระทบต่อการเลือกอาหาร พฤติกรรมการกิน และระดับกิจกรรมทางกาย ที่ส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์น้อยที่สุด และสามารถรักษาสิ่งนั้นไว้ได้ในระยะยาว” Sarwer กล่าว.

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ Intermittent Fasting?

แม้ว่าผลลัพธ์โดยรวมจะใกล้เคียงกัน แต่ IF ก็มีประโยชน์ด้านสุขภาพอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น:

  • ลดน้ำหนัก
  • ปรับปรุงภาวะดื้ออินซูลิน
  • ลดการอักเสบ
  • สุขภาพสมองที่ดีขึ้น

คุณหมอ Sun Kim, ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจาก Stanford Medicine แนะนำว่า IF อาจเป็นวิธีที่ ทำตามได้ง่ายกว่า เนื่องจากกฎกติกาค่อนข้างง่าย. และผู้ป่วยบางรายที่อาจได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากการจำกัดเวลากิน (TRE) คือ ผู้ที่มักจะชอบกินขนมขบเคี้ยวตอนกลางคืน.

 

แต่ก็มีข้อควรระวังและกลุ่มคนที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำ IF:

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน (อาจต้องปรับขนาดยา)
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ที่มีประวัติความผิดปกติในการกิน (Disordered Eating)
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ
  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

นอกจากนี้ การจำกัดแคลอรีแบบดั้งเดิมก็มีข้อเสียเช่นกัน เช่น อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ขาดสารอาหาร และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้าได้.

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระยะยาว: ความสม่ำเสมอ

ผลการศึกษาที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ อัตราการทำตามแผนการลดลงอย่างมากเมื่อการทดลองยาวนานขึ้น. การทดลองที่สั้นกว่า 24 สัปดาห์ มีอัตราการทำตามสูงกว่า 80% ในขณะที่การทดลองที่นานกว่า 52 สัปดาห์มักจะมีอัตราการทำตามที่แย่ลง. ตัวอย่างเช่น ในการทดลองทำ Whole-day fasting อัตราการทำตามลดลงจาก 74% ใน 6 สัปดาห์ เหลือเพียง 22% ใน 52 สัปดาห์.

สิ่งนี้ย้ำเตือนว่า แผนการลดน้ำหนักไม่ควรเป็นแบบ “หนึ่งขนาดเหมาะกับทุกคน” แต่ควรปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล. คุณหมอ Kim เน้นย้ำว่า “ฉันมักจะคุยกับคนไข้เกี่ยวกับการค้นหาการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาสามารถคงไว้ได้ในระยะยาว”.

Sarwer เสริมว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ยั่งยืนคือหัวใจสำคัญ. “ผมมักจะแนะนำให้คนลดจำนวนวันที่กินไอศกรีม หรือลดขนาดส่วนที่กินลง แทนที่จะแนะนำให้หยุดกินไอศกรีมไปเลย” เขากล่าว.

บทความนี้เขียนขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง และไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลงแผนการบริโภคอาหารหรือการออกกำลังกายใดๆ

REFERENCE

Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Share on print
Share on email

HEALTH IN TOUCH

ไม่พลาดข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ในการเปลี่ยน LIFESTYLE สู่การมีสุขภาพที่ดี และ LIFESPAN ที่ยืนยาว

Copyright 2020 © All rights reserved by healthspans