VO₂ max บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพ รู้จัก ความฟิตของหัวใจและปอด (CRF) ตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับอายุยืน

Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Share on print
Share on email

เพราะสุขภาพไม่ได้สะท้อนผ่านผลเลือดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของร่างกายในการรับ ลำเลียง และใช้ออกซิเจนเมื่อเราต้องออกแรง

ผลตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ดี อาจยังไม่ใช่ภาพทั้งหมดของสุขภาพ เพราะตัวเลขอย่างความดันโลหิต น้ำตาลสะสม และไขมันในเลือดไม่ได้บอกโดยตรงว่า เมื่อร่างกายต้องออกแรง หัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อจะทำงานร่วมกันได้ดีเพียงใด

นี่คือสิ่งที่ ความฟิตของหัวใจและปอด (Cardiorespiratory Fitness หรือ CRF) ช่วยสะท้อน โดยมี ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO₂ max) เป็นหนึ่งในตัววัดหลัก ยิ่งร่างกายรับ ลำเลียง และใช้ออกซิเจนระหว่างการออกกำลังกายได้ดี ก็ยิ่งสะท้อนถึงระบบต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ที่มีความฟิตของหัวใจและปอดสูงกว่า มักมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่า แม้คำนึงถึงปัจจัยเรื่องอายุ การสูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิต และโรคหัวใจแล้วก็ตาม ความฟิตของร่างกายจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ผลตรวจสุขภาพทั่วไป แต่ช่วยเติมคำตอบสำคัญอีกข้อว่า ร่างกายของเรารับมือกับการออกแรงได้ดีเพียงใด และความสามารถนั้นสัมพันธ์กับสุขภาพระยะยาวอย่างไร

ทำความเข้าใจ "ความฟิตของร่างกาย" (CRF) และ VO₂ max แบบง่ายๆ

  • ความฟิตของหัวใจและปอด (Cardiorespiratory Fitness หรือ CRF): คือความสามารถโดยรวมของร่างกายในการสูดออกซิเจนเข้าสู่ปอด ส่งผ่านกระแสเลือด และให้กล้ามเนื้อดึงไปใช้สร้างพลังงานระหว่างการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การตรวจวัดที่แม่นยำที่สุดคือการวิ่งหรือปั่นจักรยานพร้อมใส่หน้ากากวิเคราะห์ลมหายใจ (Cardiopulmonary Exercise Testing หรือ CPET) แต่โดยทั่วไปมักใช้การทดสอบบนสายพานเพื่อประมาณค่าความฟิตออกมาเป็น หน่วยวัดพลังงานที่ร่างกายใช้ขณะออกแรง (METs)
  • ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO₂ max): คือเพดานสูงสุดที่ร่างกายสามารถดึงออกซิเจนไปใช้ได้จริงเมื่อออกกำลังกายอย่างเต็มกำลัง มีหน่วยเป็น มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อนาที (ml/kg/min) หากในการทดสอบยังไม่ถึงขีดสุดของร่างกาย จะเรียกว่าเป็น ค่าออกซิเจนสูงสุดขณะออกแรง (VO₂ peak) แทน

ความฟิตของร่างกายจึงไม่ได้สะท้อนแค่สุขภาพปอด แต่เป็นการทำงานร่วมกันของ ปอด (รับออกซิเจน), หัวใจและหลอดเลือด (สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย) ตลอดจน กล้ามเนื้อและโรงงานผลิตพลังงานของเซลล์ (Mitochondria) ในการเปลี่ยนออกซิเจนให้กลายเป็นพลังงานของร่างกาย (ATP)

ถอดบทเรียนจากงานวิจัยครั้งใหญ่ในผู้เข้าร่วม 122,007 คน (JAMA Network Open)

งานวิจัยทางการแพทย์ที่ศึกษาผู้เข้ารับการทดสอบเดินสายพานจำนวน 122,007 คน ของ Mandsager และคณะ (2018) โดยประเมินความฟิตจากระดับพลังงานที่ทำได้ (METs) พบข้อเท็จจริงสำคัญดังนี้:

  1. ยิ่งฟิต ยิ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ต่ำลง: ในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ไม่พบจุดที่ความสัมพันธ์ดังกล่าวหยุดลง กล่าวคือ ผู้ที่มีความฟิตสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลนี้ไม่ควรตีความว่าการออกกำลังกายหนักไม่มีข้อจำกัดหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน (Laukkanen et al., 2019)
  2. คนไม่ฟิต มีอัตราอันตรายของการเสียชีวิตสูงกว่า: กลุ่มที่มีความฟิตระดับต่ำสุด มี อัตราอันตรายของการเสียชีวิต (Hazard of death) สูงกว่ากลุ่มที่มีความฟิตระดับยอดเยี่ยม (Elite Fitness) ประมาณ 5 เท่า (adjusted Hazard Ratio อยู่ที่ประมาณ 5.04) ในช่วงเวลาที่ติดตามผล
  3. ความฟิตต่ำส่งผลต่อสุขภาพไม่แพ้ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ: ความสัมพันธ์ระหว่างความฟิตต่ำกับความเสี่ยงเสียชีวิต มีขนาดใกล้เคียงหรือมากกว่าปัจจัยเสี่ยงดั้งเดิมบางอย่าง (เช่น เบาหวาน หรือความดัน) ในแบบจำลองทางสถิติของการศึกษานี้
  4. ฟิตขึ้นทีละนิด ก็อาจมีความหมายต่อสุขภาพ: การวิเคราะห์ข้อมูลรวมของ Kodama และคณะ (2009) พบว่า ทุก ๆ 1 MET ของความสามารถในการออกกำลังกายสูงสุดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ออกซิเจนประมาณ 3.5 ml/kg/min สัมพันธ์กับ ความเสี่ยงสัมพัทธ์ของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่ต่ำลง 13% และ ความเสี่ยงสัมพัทธ์ของการเกิดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ต่ำลง 15%

ข้อควรรู้: งานวิจัยข้างต้นเป็นการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ (Observational Study) ซึ่งบอกความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ได้แปลว่าการเพิ่มความฟิตเพียงอย่างเดียวจะเป็นสาเหตุโดยตรงในการลดความเสี่ยงทั้งหมด เพราะสุขภาพยังขึ้นอยู่กับอาหาร การนอน และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย

2 วิธีออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความฟิต (ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน)

การเพิ่มความฟิตของหัวใจและปอดอย่างมีประสิทธิภาพ นิยมผสมผสานการออกกำลังกาย 2 รูปแบบเข้าด้วยกัน:

1. การออกกำลังกายแบบเบาถึงปานกลางเพื่อสร้างฐานความฟิต (Aerobic Base Training)

  • วิธีทำ: เดินเร็ว, วิ่งเหยาะๆ, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ หรือเดินชัน สะสมเวลาให้ได้ประมาณ 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับกิจกรรมระดับปานกลาง (หากออกกำลังกายแบบหนักขึ้นจะใช้เวลาน้อยลง) ค่อยๆ ทำตามความพร้อมของร่างกาย
  • วัดความเหนื่อยง่ายๆ ด้วย “การพูดคุย” (Talk Test): ออกกำลังกายในระดับที่ “ยังพูดเป็นประโยคได้ แต่เริ่มหายใจเร็วขึ้นและร้องเพลงต่อเนื่องได้ยาก”
  • ประโยชน์: การออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอช่วยให้หัวใจ หลอดเลือด และกล้ามเนื้อปรับตัวต่อการรับและใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น ส่วนงานของ San-Millán และ Brooks (2018) แสดงให้เห็นความแตกต่างด้านความสามารถของไมโทคอนเดรียและความยืดหยุ่นของระบบเผาผลาญระหว่างนักกีฬาความทนทานกับผู้ที่มีความฟิตต่ำกว่า แต่ไม่ใช่งานทดลองที่พิสูจน์ผลของโปรแกรมฝึกแบบใดแบบหนึ่งโดยตรง

2. การออกกำลังกายแบบสลับหนัก-เบา (HIIT รูปแบบ 4×4)

  • วิธีทำ: หลังวอร์มอัพ ให้ทำช่วงออกแรงหนัก 4 นาที (ตั้งเป้าให้ความเหนื่อยเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เกือบเต็มที่ แต่ยังควบคุมจังหวะได้ตลอด 4 นาที หรือระดับความเหนื่อย 8–9 เต็ม 10) สลับกับพักเดินเบาๆ 3 นาที ทำซ้ำทั้งหมด 4 รอบ แล้วคูลดาวน์
  • ผลลัพธ์จากงานวิจัย: งานของ Helgerud และคณะ (2007) ในผู้ชายสุขภาพดีที่มีความฟิตระดับปานกลางจำนวน 40 คน พบว่า การฝึกแบบ 4×4 สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ ช่วยเพิ่ม VO₂ max และปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดต่อการเต้นหนึ่งครั้ง (Stroke Volume) ได้มากกว่าการฝึกต่อเนื่องระดับปานกลางบางรูปแบบ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยมีผู้เข้าร่วมจำนวนน้อยและเป็นผู้ชายทั้งหมด จึงไม่ควรถือเป็นสูตรสำเร็จสำหรับทุกคน
  • ข้อควรระวัง: ผู้เริ่มต้นไม่จำเป็นต้องทำหนักตั้งแต่แรก ควรเริ่มจากการออกกำลังกายระดับปานกลางเพื่อสร้างฐานความฟิตก่อน สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการออกกำลังกายที่มีความหนักสูง

สรุป ความฟิตของหัวใจและปอด (CRF) และ VO₂ max เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนว่าร่างกายของเรายังทำงานประสานกันได้ดีเพียงใด การเริ่มต้นขยับร่างกาย เดินให้เยอะขึ้น ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี คือกุญแจสำคัญสู่การมี ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรงและปลอดโรค (Healthspan) ที่ยืนยาวอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิงฉบับจริงจากฐานข้อมูลวิชาการ (References)

  1. Mandsager, K., Harb, S., Cremer, P., Phelan, D., Nissen, S. E., & Jaber, W. (2018). Association of Cardiorespiratory Fitness With Long-term Mortality Among Adults Undergoing Exercise Treadmill Testing. JAMA Network Open, 1(6), e183605. PubMed Central (PMC6324439)
  2. Kodama, S., Saito, K., Tanaka, S., Maki, M., Yachi, Y., Asumi, M., … & Sone, H. (2009). Cardiorespiratory Fitness as a Quantitative Predictor of All-Cause Mortality and Cardiovascular Events in Healthy Men and Women: A Meta-analysis. JAMA, 301(19), 2024–2035. PubMed (PMID: 19454641)
  3. Laukkanen, J. A., Isiozor, N. M., & Kunutsor, S. K. (2019). The upper limit of cardiorespiratory fitness associated with longevity: An update. AIMS Public Health, 6(4), 488–492. PubMed Central (PMC6779597)
  4. Helgerud, J., Høydal, K., Wang, E., Karlsen, T., Berg, P., Bjerkaas, M., … & Hoff, J. (2007). Aerobic high-intensity intervals improve VO2max more than moderate training. Medicine & Science in Sports & Exercise, 39(4), 665–671. PubMed (PMID: 17414804)
  5. San-Millán, I., & Brooks, G. A. (2018). Assessment of Metabolic Flexibility by Means of Measuring Blood Lactate, Fat, and Carbohydrate Oxidation Responses to Exercise in Professional Endurance Athletes and Less-Fit Individuals. Sports Medicine, 48(2), 467–479. PubMed (PMID: 28623613)

 

ข้อสงวนสิทธิ์ทางการแพทย์ (Medical Disclaimer): บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่มต้นโปรแกรมการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง

Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Share on print
Share on email

HEALTH IN TOUCH

ไม่พลาดข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ในการเปลี่ยน LIFESTYLE สู่การมีสุขภาพที่ดี และ LIFESPAN ที่ยืนยาว

Copyright 2020 © All rights reserved by healthspans