Categories
Bone Broth Intermittent Fasting Lifestyle

ถอดรหัส Bone Broth: จาก ‘น้ำต้มกระดูก’ ยุคหิน สู่ Superfood ยาใจของคนยุคใหม่

คุณอาจจะเคยได้ยินเมนู Bone Broth ซ้ำซุปจากการต้มกระดูกสัตว์ มาบ้าง และคุณก็อาจจะสงสัยว่ามันมีที่มาอย่างไรและก็คงคิดไปเองว่าเมนูเครื่องดื่มสุขภาพนี้มันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานและเป็นกระแสจากดาราและอินฟลูฯที่แชร์กันอยู่ในหน้าฟีด แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราบอกคุณว่า 'เครื่องดื่มสุดทันสมัย' แก้วนี้ คือหนึ่งในเมนูที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์? การเดินทางของมันเริ่มต้นมาไกลและลึกซึ้งกว่าที่เราคิดมากค่ะ...

ลองจินตนาการตามนะคะ ย้อนกลับไปในความมืดมิดของยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งการมีชีวิตรอดคือเป้าหมายเดียวในแต่ละวัน…เรื่องราวของโบนโบรธได้เริ่มต้นขึ้นที่นั่นเอง

ยุคก่อนประวัติศาสตร์: น้ำซุปแห่งการอยู่รอด

หลายหมื่นปีก่อนในยุคหิน มนุษย์ยุคแรกเริ่มที่เป็นนักล่า-เก็บของป่า (Hunter-Gatherers) ไม่ได้มีตู้เย็นหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกส่วนของสัตว์ที่ล่ามาได้จึงมีค่าดั่งทองคำ หลักการ “กินทุกส่วน” (Nose-to-Tail) ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด

หลังจากที่พวกเขากินเนื้อส่วนที่ดีที่สุดไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงกระดูก, ไขกระดูก, และเศษเนื้อเยื่อที่เหนียวเกินกว่าจะเคี้ยวกินได้ แต่ด้วยสติปัญญา, พวกเขาค้นพบว่าการนำชิ้นส่วนเหล่านี้ไปต้มหรือเคี่ยวบนกองไฟเป็นเวลานานๆ ในภาชนะหนังสัตว์ที่ใส่น้ำและหย่อนหินร้อนๆ ลงไป จะสามารถสกัดเอาสารอาหารล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ออกมาได้ ทั้งไขมันที่ให้พลังงาน, คอลลาเจนที่ให้ความอบอุ่น, และแร่ธาตุต่างๆ ในรูปแบบของเหลวที่อุ่นร้อนและดูดซึมง่าย นี่คือโบนโบรธในเวอร์ชันแรกสุดของมนุษยชาติ…น้ำซุปที่ไม่ได้ปรุงเพื่อรสชาติ แต่เพื่อการมีชีวิตรอดในวันต่อไป

ภูมิปัญญาในอารยธรรมโบราณ: ซุปบำรุงในตำรับแพทย์

กาลเวลาหมุนผ่านไป มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและสร้างอารยธรรม น้ำต้มกระดูกที่เคยเป็นอาหารเพื่อความอยู่รอด ก็ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็น “ยาบำรุง” ในตำรับแพทย์โบราณ

  • ในอารยธรรมกรีกโบราณ, ฮิปโปเครติส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก (ประมาณ 460-370 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้มีคำสอนอันลือลั่นว่า “จงใช้อาหารเป็นยา” (Let food be thy medicine) ได้แนะนำให้ใช้ซุปใส (Broth) เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาระบบย่อยอาหาร เพราะเชื่อว่าเป็นอาหารที่อ่อนโยนและช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดี

  • ในการแพทย์แผนจีน (TCM) ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 2,500 ปี, Bone Broth ถือเป็นยาบำรุงชั้นเลิศที่ใช้เพื่อเสริมสร้างรากฐานของสุขภาพ โดยเชื่อว่ามันช่วย บำรุง “ชี่” (Qi) หรือพลังชีวิต, บำรุงเลือด, และเสริมพลังงานของไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่เก็บ “จิง” (Jing) หรือแก่นแท้ของชีวิตเอาไว้ แพทย์แผนจีนจึงมักแนะนำซุปกระดูกให้กับสตรีหลังคลอด, ผู้สูงอายุ, และผู้ที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อฟื้นฟูพลังจากภายใน

จาก "ยาใจของย่า" สู่ "รากฐานอาหารฝรั่งเศส"

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ Bone Broth เดินทางผ่านวัฒนธรรมต่างๆ มันได้กลายเป็นมากกว่ายา แต่เป็น “อาหารแห่งจิตวิญญาณ” ที่ทุกคนคุ้นเคย

เราหลายคนคงมีความทรงจำวัยเด็ก เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สบาย เป็นหวัด หรือรู้สึกอ่อนเพลีย สิ่งที่จะถูกนำมาเสิร์ฟให้ถึงเตียงก็คือซุปไก่อุ่นๆ สักถ้วย ภูมิปัญญานี้โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมยิวที่เรียกขานซุปไก่ว่าเป็น “เพนิซิลลินของชาวยิว” (Jewish Penicillin) ซึ่งในศตวรรษที่ 12 แพทย์นามว่า ไมโมนิเดส (Maimonides) ได้บันทึกถึงสรรพคุณของซุปไก่ในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจเอาไว้ด้วย

ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของโลก ในครัวอันหอมกรุ่นของฝรั่งเศส น้ำต้มกระดูกได้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นศิลปะ เชฟระดับตำนานอย่าง ออกุสต์ เอสคอฟฟิเยร์ (Auguste Escoffier) ได้วางรากฐานให้อาหารฝรั่งเศสชั้นสูง โดยยกย่องให้ “น้ำสต๊อก” (Stock) คือหัวใจและจิตวิญญาณของครัว เป็นเบสของซอสและซุปนับร้อยชนิดที่สร้างรสชาติอันลุ่มลึกและซับซ้อน

การกลับมาผงาดในศตวรรษที่ 21: การค้นพบภูมิปัญญาเก่าด้วยวิทยาศาสตร์ใหม่

ราวกับแฟชั่นที่หวนคืนมาอีกครั้ง, Bone Broth ได้กลับมาแจ้งเกิดอย่างสมศักดิ์ศรีในยุคของเรา การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มหันมาพิสูจน์และยอมรับในสิ่งที่คนโบราณรู้มานานแล้ว โดยมีแรงหนุนจากเทรนด์สุขภาพสำคัญๆ ได้แก่:

  • กระแส Paleo และ Keto: ที่เน้นการกินอาหารตามธรรมชาติเหมือนบรรพบุรุษ ทำให้ Bone Broth กลายเป็นเมนูหลัก

  • การตื่นตัวเรื่องสุขภาพลำไส้ (Gut Health): เมื่อเรารู้ว่าลำไส้คือสมองที่สอง นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่าสารอาหารอย่าง กลูตามีน และ คอลลาเจน ในโบนโบรธ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบำรุงรักษาเยื่อบุลำไส้ให้แข็งแรง

  • ความต้องการคอลลาเจน: ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องความงามจากภายใน และโบนโบรธก็คือแหล่งคอลลาเจนจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิว ผม เล็บ และข้อต่อ

  • ไลฟ์สไตล์นักกีฬา: นักกีฬาใช้โบนโบรธเพื่อฟื้นฟูร่างกายและเติมอิเล็กโทรไลต์หลังการออกกำลังกายอย่างหนัก

ภูมิปัญญาในถ้วยซุป การเดินทางหลายหมื่นปีของ Bone Broth จากน้ำซุปเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ยุคหิน สู่ยาอายุวัฒนะในตำราแพทย์โบราณ กลายเป็นซุปไก่ยาใจของย่า และรากฐานอาหารชั้นสูง จนกลับมาเป็น Superfood ที่คนทั้งโลกหลงรักในวันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่อาหารตามกระแสที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณได้จิบโบนโบรธอุ่นๆ สักแก้ว ขอให้คุณได้สัมผัสถึงรสชาติที่ลุ่มลึกของกาลเวลา และระลึกไว้เสมอว่า คุณไม่ได้กำลังดื่มแค่ซุปถ้วยหนึ่ง แต่กำลังรับเอามรดกทางภูมิปัญญาด้านอาหารที่เก่าแก่และทรงพลังที่สุดของมนุษยชาติเอาไว้ในร่างกายของคุณค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง (References):

  1. Valaer, C. (2015). Bone Broth: A History. The Weston A. Price Foundation.

  2. Freedman, P. (2007). Food: The History of Taste. University of California Press.

  3. Flaws, B. (1998). The Tao of Healthy Eating: Dietary Wisdom According to Traditional Chinese Medicine. Blue Poppy Press.

  4. Rosner, F. (1997). The medical legacy of Maimonides. Einstein quarterly journal of biology and medicine, 14(3), 133-137.

  5. Mar-Solís, L., Soto-Hernández, M., & de la-Paz-Álvarez, M. (2021). Nutritional Composition and Bioactive Compounds of Bone Broth. Foods, 10(9), 2058.

Disclaimer: บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย รักษา หรือให้คำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนการทานอาหาร ออกกำลังกาย หรือเริ่มโปรแกรมสุขภาพใหม่ๆ หากคุณมีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัว

  •  
Categories
Circadian Rhythm Lifestyle Mind-Body Connection Sleep

Biohacking สมอง: 3 วิธี “อัปเกรด” พลังสมองสำหรับคนทำงานหนัก (ไม่ใช่แค่กินวิตามิน!)

เคยไหมคะ... ความรู้สึกที่เหมือนมีหมอกลงจัดอยู่ในหัว คิดงานไม่แล่น ไอเดียไม่มา ทั้งๆ ที่กาแฟแก้วที่สามก็เพิ่งหมดไป อาการ "สมองล้า" (Brain Fog) แบบนี้คือศัตรูตัวฉกาจของคนทำงานในยุคที่ "พลังสมอง" คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด

หลายคนแก้ปัญหาด้วยการพึ่งวิตามินหรืออาหารเสริม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าอยากจะยกระดับประสิทธิภาพสมองไปอีกขั้นแบบยั่งยืน เราต้องมองให้ลึกกว่านั้นค่ะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับศาสตร์ของ “Biohacking” หรือการ “แฮ็กร่างกาย” ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่เน้นการปรับพื้นฐานของร่างกายให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญคือ มันไม่ใช่แค่เรื่องการกินวิตามิน!

พร้อมจะ “อัปเกรด” สมองของคุณให้กลับมาสดใสและทำงานได้เต็มสปีดแล้วหรือยังคะ? มาเริ่มกันเลย!

Bio-Hack #1: จูน ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (Circadian Rhythm) ของคุณซะ!

ก่อนจะมองหาตัวช่วยจากภายนอก เราต้องซ่อมแซม “ระบบพื้นฐาน” ที่สำคัญที่สุดของสมอง นั่นก็คือ การนอน ค่ะ แต่ไม่ใช่แค่การนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง แต่คือการนอนอย่างมีคุณภาพตาม “นาฬิกาชีวภาพ” ของร่างกาย

ทำไมถึงเวิร์ก?

ในช่วงที่เราหลับลึก สมองจะมีกระบวนการที่เรียกว่า Glymphatic System ทำหน้าที่เหมือน “เทศบาลเก็บขยะ” คอยกำจัดของเสียและโปรตีนพิษที่สะสมมาทั้งวันออกไป การนอนหลับที่ไม่เป็นเวลาหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้กระบวนการนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลก็คือตื่นมาแล้วไม่สดชื่น สมองเบลอ เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รีสตาร์ทมาหลายวัน

How-to Hack:

  • รับแสงแดดยามเช้า: พยายามออกไปเจอแสงแดดอ่อนๆ หลังตื่นนอน 10-15 นาที (ไม่ต้องจ้องพระอาทิตย์นะคะ!) แสงแดดจะส่งสัญญาณไปปลุกนาฬิกาชีวภาพให้เริ่มทำงาน ทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

  • กำหนดเวลาเข้านอน-ตื่นนอนให้ตรงกัน: พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมๆ ทุกวันให้ได้มากที่สุด แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เพื่อให้นาฬิกาในร่างกายของคุณเสถียร

  • งดแสงสีฟ้า (Blue Light) ก่อนนอน 1 ชั่วโมง: แสงจากจอสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์จะยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้เราง่วงนอน ลองเปลี่ยนไปอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์เบาๆ แทนค่ะ

Bio-Hack #2: เปลี่ยนเชื้อเพลิงสมอง: บอกลา Sugar Rush หันมาคบ ‘ไขมันดี’

เคยไหมคะที่กินขนมหวานหรือดื่มน้ำหวานแล้วรู้สึกมีแรงปรี๊ดขึ้นมา…แค่แป๊บเดียว! แล้วหลังจากนั้นก็ดิ่งลงยิ่งกว่าเดิม นั่นคือภาวะ “Sugar Crash” ที่ทำให้สมองเรายิ่งล้า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานจาก “ไขมันดี” จะช่วยให้สมองมีพลังงานที่เสถียรและยาวนานกว่ามาก

ทำไมถึงเวิร์ก? 

สมองของเราประกอบด้วยไขมันเกือบ 60% โดยเฉพาะกรดไขมันจำเป็นอย่าง โอเมก้า 3 (DHA) ที่เป็นโครงสร้างสำคัญของเซลล์สมอง ช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท

How-to Hack:

  • เพิ่มโอเมก้า 3 ในมื้ออาหาร: หาโอกาสกินปลาที่มีไขมันสูงอย่าง แซลมอน, แมคเคอเรล หรือถ้าไม่สะดวก ลองหาเมล็ดเจีย, วอลนัท มาโรยในโยเกิร์ตหรือสลัด

  • ลอง MCT Oil: สำหรับสาย Biohacker ตัวจริง ลองเติม MCT Oil (น้ำมันมะพร้าวสกัดที่ให้พลังงานเร็ว) สัก 1 ช้อนชาในกาแฟดำยามเช้า (ที่หลายคนเรียกว่า Bulletproof Coffee) จะช่วยให้สมองได้รับพลังงานสะอาดที่นำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสวิง

Bio-Hack #3: ‘พักผ่อนเชิงลึก’ แบบไม่ต้องหลับด้วย NSDR

นี่คือเทคนิคที่กำลังมาแรงสุดๆ ในกลุ่มคนที่ต้องการเพิ่ม Productivity ค่ะ! NSDR ย่อมาจาก Non-Sleep Deep Rest หรือ “การพักผ่อนอย่างล้ำลึกโดยไม่ต้องหลับ” มันคือกระบวนการที่ช่วยให้สมองและร่างกายได้ “รีเซ็ต” ตัวเองในเวลาสั้นๆ แค่ 10-20 นาที

ทำไมถึงเวิร์ก? NSDR ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของโยคะนิทรา (Yoga Nidra) หรือการทำสมาธิตามเสียงนำ จะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มสารสื่อประสาทอย่างโดพามีน (Dopamine) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างแรงจูงใจและสมาธิ ผลลัพธ์คือคุณจะรู้สึกสงบ มีสมาธิ และมีพลังกลับมาทำงานต่อได้อย่างน่าทึ่ง

How-to Hack:

  • หาเวลาช่วงบ่าย: แทนที่จะงีบหลับหรือดื่มกาแฟเพิ่มในช่วงบ่ายที่เริ่มง่วง ลองหาที่เงียบๆ ใส่หูฟัง

  • ค้นหาใน YouTube หรือ Spotify: พิมพ์คำว่า “NSDR” หรือ “โยคะนิทรา” แล้วเลือกคลิปเสียงนำที่มีความยาวประมาณ 10, 15 หรือ 20 นาที

  • แค่ทำตามเสียง: ไม่ต้องพยายาม “ไม่คิด” แค่ปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายและทำตามเสียงที่แนะนำไปเรื่อยๆ ก็พอค่ะ

บทสรุป การ "อัปเกรด" สมองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้จบที่การกินวิตามินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกลับมาใส่ใจพื้นฐานที่สำคัญ 3 อย่างคือ การนอนให้มีคุณภาพ, การเลือกเชื้อเพลิงที่ใช่, และการพักผ่อนเชิงกลยุทธ์ สัปดาห์นี้ ลองเลือกทำเพียง 1 อย่างจาก 3 ข้อนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าพลังสมองที่เคยหายไป จะค่อยๆ กลับคืนมาอย่างแน่นอนค่ะ!

ข้อมูลอ้างอิง (References):

  1. National Institute of Neurological Disorders and Stroke (NINDS). (2023). Brain Basics: Understanding Sleep.
  2. Harvard Health Publishing. (2021). Omega-3 fatty acids and the brain: A nutritional powerhouse.
  3. Huberman, A. (Host). (2021, January 25). Using Deliberate Cold Exposure for Health and Performance (No. 13) [Audio podcast episode]. In Huberman Lab. (Dr. Huberman discusses NSDR protocols extensively in multiple episodes).

Disclaimer: บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัย รักษา หรือให้คำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนการทานอาหาร ออกกำลังกาย หรือเริ่มโปรแกรมสุขภาพใหม่ๆ หากคุณมีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัว

  •  
Categories
Bone Broth Lifestyle Nutrition

เดิมพันสุขภาพคนไทย: เมื่อ “เนื้อหมู” ในจานคุณกลายเป็นเครื่องมือต่อรองในสงครามการค้าโลก

เนื้อหมูชิ้นหนาที่วางอยู่บนจานอาหารตรงหน้าคุณ อาจดูเป็นเพียงมื้ออาหารธรรมดาที่แสนคุ้นเคย แต่ในโลกที่การค้าและอำนาจเป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อชิ้นนั้นกลับมีสถานะเป็นมากกว่าอาหาร มันได้กลายเป็น ‘เครื่องมือต่อรอง’ ชิ้นสำคัญ และเป็น ‘เดิมพัน’ ที่น่าหวาดหวั่น โดยมีสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศเป็นหลักประกัน ในขณะที่ชาติมหาอำนาจใช้กำแพงภาษีเป็นอาวุธเพื่อบีบให้เราเปิดรับมาตรฐานที่ทั่วโลกกังขา คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่เราทุกคนว่า เส้นแบ่งระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยทางอาหารของชาติ ควรจะขีดไว้ที่ตรงไหน? นี่คือเรื่องราวว่ามื้ออาหารของคุณเชื่อมโยงกับสงครามเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างไร และทำไมการเลือกของคุณในวันนี้ อาจมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

ดาบสองคมในจานอาหาร: "สารเร่งเนื้อแดง" คืออะไร?

เพื่อจะเข้าใจเดิมพันที่สูงลิ่วนี้ เราต้องรู้จักกับสารเคมีที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวก่อน นั่นคือ สารเร่งเนื้อแดง หรือสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (ตัวที่โด่งดังที่สุดคือ แรคโตพามีน – Ractopamine) หากมองในมุมของผู้ผลิต มันคือนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมหาศาล โดยจะเร่งให้สุกรสร้างกล้ามเนื้อ (เนื้อแดง) และสลายไขมัน ผลลัพธ์คือเนื้อแดงแน่นขึ้นในเวลาที่สั้นลงและใช้ต้นทุนอาหารน้อยลง แต่สำหรับประเทศไทยและอีกกว่า 160 ประเทศทั่วโลก มันคือดาบอีกคมที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เราจึงเลือกใช้หลักการป้องกันไว้ก่อน” (Precautionary Principle) คือเมื่อยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย 100% ก็ต้องสั่งห้าม

สงครามข้อมูล: เมื่อ "วิทยาศาสตร์" ถูกตีความคนละขั้ว

จุดแตกหักที่แบ่งโลกออกเป็นสองฝั่ง อยู่ที่การตีความ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์”

  • ฝั่งสหรัฐฯ: องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันว่า “ปลอดภัย” หากใช้ในปริมาณที่ควบคุม โดยอ้างอิงงานวิจัยที่กำหนดค่าการบริโภครายวันที่ยอมรับได้ (ADI) พวกเขามองว่าการสั่งห้ามคือการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

  • ฝั่งสหภาพยุโรป: หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหาร (EFSA) โต้แย้งอย่างรุนแรงว่า หลักฐานที่ FDA ใช้นั้น ไม่เพียงพออย่างยิ่ง โดยเฉพาะการอ้างอิงงานวิจัยในมนุษย์ที่มีอาสาสมัครสุขภาพดีเพียง 6 คน ซึ่งไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชากรทั้งโลกที่มีความหลากหลายได้

นี่ไม่ใช่แค่ความเห็นต่าง แต่คือปรัชญาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่าง “การจัดการความเสี่ยง” กับ “การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง”

เบื้องหลังโต๊ะเจรจา: เมื่อการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวิทยาศาสตร์ถูกทำให้คลุมเครือ การเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจก็เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และผู้ผลิตยาในสหรัฐฯ คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ใช้เงินมหาศาลในการล็อบบี้เพื่อรักษานโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเอง และประเด็นสารเร่งเนื้อแดงก็ได้ถูกใช้เป็นอาวุธในการเจรจาการค้า เพื่อกดดันให้ประเทศคู่ค้าต้องยอมเปิดตลาดรับสินค้าของตนเอง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกไปแล้ว ซึ่งประเทศไทยเองก็เคยเผชิญแรงกดดันนี้มาแล้วในอดีต

ภาพสะท้อนจากอเมริกา: แล้วผู้บริโภคอเมริกันยอมได้อย่างไร?

คำถามคือ ทำไมเรื่องนี้ไม่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสหรัฐฯ? คำตอบนั้นซับซ้อน มันคือส่วนผสมของ “ความไม่รู้” (คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อสารนี้), “ความไว้ใจ” (เชื่อว่า FDA คุ้มครองพวกเขาอยู่แล้ว) และที่สำคัญคือ “การเคลื่อนไหวผ่านกลไกตลาด”

คนอเมริกันที่ใส่ใจสุขภาพจะเลือก “โหวตด้วยกระเป๋าเงิน” พวกเขาหันไปซื้อเนื้อสัตว์ที่ติดป้าย USDA Organic (ซึ่งห้ามใช้สารนี้) หรือฉลาก “Ractopamine-Free” ทำให้เกิดตลาดพรีเมียมขึ้นมา ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วไปโดยไม่รู้ถึงการมีอยู่ของสารนี้ นี่คือภาพสะท้อนของสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยทางเลือกของผู้บริโภค มากกว่าการเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนแปลงกฎหมายพื้นฐาน

บทสรุป: พลังของผู้พิทักษ์ "ครัวของโลก"

เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้จบลงที่โต๊ะเจรจาการค้า แต่มาจบลงที่จานอาหารของเราทุกคน ในฐานะพลเมืองของประเทศที่ภาคภูมิใจในสมญานามครัวของโลกเราต้องตระหนักว่าชื่อเสียงนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากรสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความไว้วางใจในความปลอดภัยที่ทั่วโลกมอบให้เรา และความไว้วางใจนั้นต้องเริ่มต้นจากในบ้านของเราเอง 

พลังในการปกป้องมาตรฐานนี้จึงอยู่ในมือของผู้บริโภคชาวไทยทุกคน ทุกครั้งที่เราตั้งคำถามถึงที่มาของเนื้อหมู ทุกครั้งที่เราเลือกสนับสนุนเกษตรกรไทยที่เลี้ยงอย่างปลอดภัย และทุกบาทที่เราจ่ายเพื่ออาหารที่ได้มาตรฐาน มันคือการลงประชามติเพื่อปกป้องไม่เพียงแต่สุขภาพของเรา แต่ยังปกป้องจิตวิญญาณและอนาคตของวัฒนธรรมอาหารไทยเอาไว้

ข้อมูลอ้างอิง (References):

  • European Food Safety Authority (EFSA). (2009). Safety evaluation of ractopamine. EFSA Journal, 7(4), 1041. (เอกสารหลักที่วิจารณ์งานวิจัยความปลอดภัยและประเด็นเรื่องกลุ่มตัวอย่าง 6 คน)
  • Abbas, K., et al. (2022). Ractopamine at the Center of Decades-Long Scientific and Legal Disputes. International Journal of Molecular Sciences, 23(20). (บทความวิชาการที่สรุปภาพรวมข้อพิพาทและรายชื่อประเทศที่สั่งห้าม)
  • Center for Food Safety. Ractopamine Factsheet. (เอกสารข้อมูลจากองค์กรผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่สรุปผลกระทบและความเสี่ยง)
  • รายงานและบทวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถาบันวิจัยนโยบายในประเทศ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เกี่ยวกับผลกระทบของการเปิดเสรีการนำเข้าเนื้อสุกรต่อเกษตรกรไทย
Categories
Bone Broth Intermittent Fasting Lifestyle Nutrition

โบนบรอธ: เคล็ดลับเพื่อสุขภาพและการลดน้ำหนัก ที่คุณควรรู้!

สวัสดีค่ะทุกคน! ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ โบนบรอธ (Bone Broth) กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของบทบาทที่อาจช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยโปรไฟล์สารอาหารที่อุดมสมบูรณ์และยังเชื่อมโยงกับวิถีการกินอย่าง Paleo Diet และการทำ Intermittent Fasting (IF) ก็ไม่แปลกใจเลยค่ะที่หลายคนจะอยากรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงไหม และจะช่วยให้เราถึงเป้าหมายการลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า? วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงวิทยาศาสตร์, ประโยชน์, และวิธีโบนบรอธมาใช้ในแผนการกินของเรากันค่ะ

โบนบรอธคืออะไร ทำไมถึงเป็นที่นิยมในการลดน้ำหนัก?

ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าโบนบรอธจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดน้ำหนักของเราได้หรือไม่ เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนดีกว่าค่ะ

โบนบรอธโดยพื้นฐานแล้ว คือของเหลวที่อุดมด้วยสารอาหารที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกสัตว์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในน้ำและน้ำส้มสายชูเล็กน้อย เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรืออาจจะหลายวันเลยก็ได้ กระบวนการเคี่ยวช้าๆ นี้จะช่วยสกัดสารอาหารที่มีคุณค่าออกมา เช่น กรดอะมิโนอย่างไกลซีน (glycine) คอลลาเจน (collagen) และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม (calcium) และแมกนีเซียม (magnesium) อย่างไรก็ตาม ปริมาณกรดอะมิโนที่ได้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของกระดูกที่ใช้ และระยะเวลาในการเคี่ยว

โดยหลักแล้ว โบนบรอธเป็นเครื่องดื่มที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การเคี่ยวกระดูกสัตว์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้เราได้น้ำซุปที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวม แม้ว่าจะยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ต่อสุขภาพของโบนบรอธ แต่โปรไฟล์ทางโภชนาการของมันก็ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้หลายอย่าง เช่น ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและสุขภาพลำไส้ที่ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดข้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ โปรไฟล์ทางโภชนาการอาจแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่ใช้ และว่าโบนบรอธนั้นเป็นแบบทำเองที่บ้านหรือซื้อจากร้านค้า

สำหรับผู้ที่ทำ Intermittent Fasting (IF) หรือรับประทานตามแผนการกินแบบ Paleo Diet โบนบรอธมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ความหนาแน่นของสารอาหารและปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำ ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงอดอาหาร แหล่งข้อมูลบางแห่งอ้างว่าโบนบรอธช่วยเพิ่มความอิ่ม เนื่องจากมีโปรตีน อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยที่จำกัด ที่สนับสนุนข้ออ้างนี้ และสิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ แม้ว่าโบนบรอธจะให้สารอาหารบางชนิด แต่ ไม่ควรถือว่าเป็นอาหารที่ครบถ้วนทางโภชนาการด้วยตัวมันเอง นะคะ

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการดื่มโบนบรอธ

มาดูประโยชน์ที่เป็นไปได้บางอย่างของการดื่มน้ำสต็อกกระดูกกันค่ะ

  • ลดการอักเสบและช่วยเรื่องสุขภาพข้อต่อ โบนบรอธอุดมไปด้วยสารอาหารบางชนิด เช่น คอลลาเจน และกรดอะมิโนอย่างไกลซีนและโพรลีน ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบและสนับสนุนสุขภาพข้อต่อ การศึกษาหนึ่งพบว่าการเสริมคอลลาเจนช่วยให้อาการปวดข้อและการทำงานของข้อต่อในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบดีขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำสต็อกกระดูกอาจมีประโยชน์คล้ายกัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การเสริมคอลลาเจน ไม่ใช่โบนบรอธโดยตรง ในการรักษาอาการปวดข้อ นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับอาหารเสริมคอลลาเจนแล้ว โบนบรอธมีปริมาณกรดอะมิโนที่สำคัญอย่างไกลซีนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นประโยชน์ในการต้านการอักเสบอาจไม่ได้มาจากโบนบรอธเพียงอย่างเดียวค่ะ
  • ปรับปรุงการย่อยอาหารและสุขภาพลำไส้ โบนบรอธมีกรดอะมิโนที่เรียกว่ากลูตามีน (glutamine) ซึ่งช่วยรักษาโครงสร้างและการทำงานของเยื่อบุลำไส้ แม้ว่าการเสริมกลูตามีนจะแสดงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ แต่ก็มีการวิจัยที่จำกัดที่ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์เดียวกันนี้จะเห็นได้จากโบนบรอธที่อุดมด้วยกลูตามีน แม้ว่าคำตัดสินเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพที่เป็นไปได้ของกลูตามีนในโบนบรอธจะยังไม่ชัดเจน การรวมโบนบรอธที่มีคุณภาพดีเข้าไปในแผนการกินของคุณก็ยังคงเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ค่ะ

อาจช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดน้ำหนัก แม้ว่าหลักฐานโดยตรงที่เชื่อมโยงโบนบรอธกับการลดน้ำหนักจะยังมีจำกัด แต่ความสามารถในการให้สารอาหารที่จำเป็นโดยมีแคลอรี่น้อยนิด ก็สามารถทำให้มันเป็นส่วนเสริมที่มีคุณค่าในอาหารที่สมดุล การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Appetite พบว่า การบริโภคซุปที่มีโบนบรอธเป็นส่วนประกอบก่อนมื้ออาหารช่วยเพิ่มความอิ่ม และลดปริมาณแคลอรี่โดยรวมที่ได้รับ นอกจากนี้ การศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่โบนบรอธที่เสริมด้วยส่วนผสมที่มีประโยชน์ เช่น ฟอสฟอ-ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (FOS) ยังชี้ให้เห็นว่าโบนบรอธเหล่านั้นอาจมีประโยชน์ต่อการจัดการน้ำหนัก

ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นของ "Bone Broth Diet"

แม้ว่าโบนบรอธจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีข้อเสียบางประการที่ควรพิจารณาด้วยนะคะ

  • ข้อจำกัดทางโภชนาการและการพึ่งพาโบนบรอธมากเกินไป การพึ่งพาอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดช่องว่างและภาวะขาดสารอาหารได้ค่ะ โบนบรอธ ขาดใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และวิตามินกับแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็น ต่อสุขภาพโดยรวม นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องมุ่งเน้นการบริโภคอาหารที่หลากหลายจากทุกกลุ่มอาหาร รวมถึงผักและผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไม่ติดมัน และไขมันดี

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณจำกัดแคลอรี่มากเกินไปหรืออดอาหารบ่อยเกินไป การจำกัดแคลอรี่ที่มากเกินไป หรือการอดอาหารบ่อยครั้ง อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้า การขาดสารอาหาร การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และอื่นๆ ได้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการอดอาหารเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อาจชะลอการเผาผลาญและเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียดได้ เพื่อรักษาระดับพลังงานและให้แน่ใจว่าคุณได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ สิ่งสำคัญคือ ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ (dietitian) เพื่อสร้างแผนการกินเฉพาะบุคคลที่เหมาะกับคุณและไลฟ์สไตล์ของคุณค่ะ

เคล็ดลับในการรวมโบนบรอธเข้ากับแผนการลดน้ำหนักของคุณ

หากคุณตัดสินใจที่จะนำโบนบรอธมาใช้ในแผนการลดน้ำหนักของคุณ นี่คือเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์บางอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จมากที่สุดค่ะ

  • วิธีทำหรือซื้อโบนบรอธคุณภาพดี การทำน้ำสต็อกกระดูกนั้นง่ายมากเลยค่ะ! ใช้กระดูกที่เหลือจากสัตว์ปีก เนื้อวัว หรือปลา เคี่ยวในหม้อใบใหญ่ ใส่น้ำให้ท่วมกระดูก ใส่น้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์ 1-2 ช้อนโต๊ะ และเครื่องปรุงรสตามชอบ เคี่ยวนาน 12-24 ชั่วโมง คุณยังสามารถเพิ่มผัก เช่น แครอท หัวหอม ขึ้นฉ่าย หรือกระเทียม เพื่อเพิ่มรสชาติได้ด้วย เมื่อน้ำสต็อกเคี่ยวเสร็จแล้ว และเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้อง ให้กรองกระดูกและผักออก แล้วเก็บในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็น หากคุณไม่วางแผนที่จะดื่มน้ำสต็อกทั้งหมดภายใน 3-4 วัน คุณสามารถแช่แข็งเก็บไว้ได้นานถึง 2-3 เดือนเลยค่ะ
  • ควรรวมโบนบรอธเข้าในมื้ออาหารกี่วันต่อสัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน จำนวนวันที่คุณต้องการรวมโบนบรอธ ในอาหารของคุณจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงเป้าหมายด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคุณ ทางที่ดีที่สุดคือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อหาวางแผนเฉพาะบุคคลที่เหมาะกับคุณค่ะ

การรักษาสมดุลของโบนบรอธกับอาหารครบส่วนเพื่อความสำเร็จในระยะยาว โบนบรอธควรเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ส่วนทดแทน แผนการกินที่สมดุลนะคะ ควรทานคู่กับโปรตีนไม่ติดมัน ไขมันดี และอาหารที่อุดมด้วยใยอาหาร เพื่อสนับสนุนสุขภาพโดยรวม

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่สนใจโบนบรอธและอยากนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องของความสมดุลและความเข้าใจในร่างกายของเราเองค่ะ!

REFERENCE

Categories
Intermittent Fasting Lifestyle Nutrition

ลดน้ำหนักแบบไหนดี? มาดูกันว่า Intermittent Fasting เทียบกับ Calorie Restriction เป็นอย่างไรบ้าง!

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีการลดน้ำหนักที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนับแคลอรีที่กินเข้าไปในแต่ละวัน หรือที่ฮิตกันสุดๆ อย่างการงดอาหารเป็นช่วงๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Intermittent Fasting (IF). วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า วิธีการไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด และมีผลวิจัยล่าสุดรองรับอย่างไรบ้างค่ะ

ข่าวดีก็คือ ผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า ทั้งสองวิธีนี้ “มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน” ในการช่วยให้คุณลดน้ำหนักและปรับปรุงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ (Cardiometabolic Risk Factors) ได้ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว!

Intermittent Fasting (IF) และ Calorie Restriction (CR) คืออะไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแต่ละวิธีหมายถึงอะไร:

  • การจำกัดแคลอรี (Calorie Restriction – CR): วิธีนี้เน้นการตั้งเป้าหมายปริมาณแคลอรีที่คุณจะกินในแต่ละวัน โดยคุณสามารถกินได้ตลอดเวลาตามตารางที่คุณสะดวก.
  • การงดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting – IF): วิธีนี้จะเน้นที่ “เวลา” ในการกินมากกว่า “สิ่งที่คุณกิน”. คุณจะมีช่วงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการกินและช่วงเวลาสำหรับการงดอาหาร. รูปแบบ IF ที่นิยมมีหลายแบบ เช่น:
    • การงดอาหารสลับวัน (Alternate Day Fasting – ADF): คุณจะสลับวันกินอาหารปกติกับวันงดอาหาร หรือวันที่กินแคลอรีน้อยมากๆ.
    • การจำกัดเวลากิน (Time-Restricted Eating – TRE): คุณจะจำกัดเวลาในการกินอาหารในแต่ละวันให้แคบลง เช่น กินได้แค่ในช่วง 8 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมงเท่านั้น.
    • การงดอาหารทั้งวัน (Whole Day Fasting): หรือที่เรียกว่าสูตร 5:2 คือการงดอาหาร (หรือกินน้อยมากๆ) สองถึงสามวันต่อสัปดาห์.

ผลการศึกษาล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง?

ผลการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบจากงานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่มเกือบ 100 ชิ้น ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The BMJ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พบข้อมูลที่น่าสนใจมากค่ะ:

  • ทั้ง IF และ CR ให้ผลลัพธ์ที่ดี: ทั้งสองวิธีนี้ต่างก็ช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อเทียบกับการไม่จำกัดการกินเลย. โดยรวมแล้ว ทั้งคู่มีประสิทธิภาพเท่ากัน ในการให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ.
  • ADF อาจเหนือกว่าเล็กน้อย: ในบรรดาการทำ IF รูปแบบต่างๆ การงดอาหารสลับวัน (ADF) เป็นวิธีเดียวที่ส่งผลให้มีการลดน้ำหนักมากกว่าการจำกัดแคลอรี (CR) เล็กน้อย ประมาณ 3 ปอนด์. อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก ในการช่วยปรับปรุงปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก. นอกจากนี้ ADF ยังให้ผลดีขึ้นเล็กน้อยในเรื่องคอเลสเตอรอลรวมและ LDL เมื่อเทียบกับการจำกัดเวลากิน (TRE).
  • บางงานวิจัยพบ IF ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า:
    • งานวิจัยในปี 2024 พบว่า IF และ CR มีประสิทธิภาพเท่ากัน แต่ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมักจะ ทำ IF ได้ต่อเนื่องมากกว่า.
    • การทดลองทางคลินิกที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NIH เมื่อเดือนเมษายน 2025 พบว่า ผู้ที่ทำ Whole Day Fasting (ในรูปแบบ 4:3) สามารถลดน้ำหนักได้ มากกว่าถึง 50% (7.6% ของน้ำหนักตัว เทียบกับ 5%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม CR หลังผ่านไปหนึ่งปี. และการลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ส่งผลให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นด้วย เช่น ความดันโลหิต คอเลสเตอรอลรวม และ A1C.
    • การทดลองอีกชิ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พบว่า การทำ TRE เพียง 3 เดือน สามารถนำไปสู่ การลดน้ำหนักในระยะยาว ได้ แม้ว่าผู้เข้าร่วมจะหยุดทำตามโปรโตคอลไปแล้วก็ตาม.

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง David B. Sarwer, PhD จาก Temple University กล่าวว่า “การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสามวิธีนี้ ส่วนใหญ่แล้วนำไปสู่การลดน้ำหนักที่คล้ายคลึงกัน”

ไม่มี "สูตรลดน้ำหนักที่ดีที่สุด"

ผลการวิจัยนี้ตอกย้ำสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อมานานแล้วว่า ไม่มีอาหารลดน้ำหนัก “ที่ดีที่สุด” เพียงหนึ่งเดียว. สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาวิธีที่ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ และเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำตามได้ใน ระยะยาว.

“แนวทางที่ดีที่สุดคือการที่บุคคลสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลกระทบต่อการเลือกอาหาร พฤติกรรมการกิน และระดับกิจกรรมทางกาย ที่ส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์น้อยที่สุด และสามารถรักษาสิ่งนั้นไว้ได้ในระยะยาว” Sarwer กล่าว.

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ Intermittent Fasting?

แม้ว่าผลลัพธ์โดยรวมจะใกล้เคียงกัน แต่ IF ก็มีประโยชน์ด้านสุขภาพอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น:

  • ลดน้ำหนัก
  • ปรับปรุงภาวะดื้ออินซูลิน
  • ลดการอักเสบ
  • สุขภาพสมองที่ดีขึ้น

คุณหมอ Sun Kim, ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจาก Stanford Medicine แนะนำว่า IF อาจเป็นวิธีที่ ทำตามได้ง่ายกว่า เนื่องจากกฎกติกาค่อนข้างง่าย. และผู้ป่วยบางรายที่อาจได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากการจำกัดเวลากิน (TRE) คือ ผู้ที่มักจะชอบกินขนมขบเคี้ยวตอนกลางคืน.

 

แต่ก็มีข้อควรระวังและกลุ่มคนที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำ IF:

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน (อาจต้องปรับขนาดยา)
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ที่มีประวัติความผิดปกติในการกิน (Disordered Eating)
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ
  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

นอกจากนี้ การจำกัดแคลอรีแบบดั้งเดิมก็มีข้อเสียเช่นกัน เช่น อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ขาดสารอาหาร และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้าได้.

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระยะยาว: ความสม่ำเสมอ

ผลการศึกษาที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ อัตราการทำตามแผนการลดลงอย่างมากเมื่อการทดลองยาวนานขึ้น. การทดลองที่สั้นกว่า 24 สัปดาห์ มีอัตราการทำตามสูงกว่า 80% ในขณะที่การทดลองที่นานกว่า 52 สัปดาห์มักจะมีอัตราการทำตามที่แย่ลง. ตัวอย่างเช่น ในการทดลองทำ Whole-day fasting อัตราการทำตามลดลงจาก 74% ใน 6 สัปดาห์ เหลือเพียง 22% ใน 52 สัปดาห์.

สิ่งนี้ย้ำเตือนว่า แผนการลดน้ำหนักไม่ควรเป็นแบบ “หนึ่งขนาดเหมาะกับทุกคน” แต่ควรปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล. คุณหมอ Kim เน้นย้ำว่า “ฉันมักจะคุยกับคนไข้เกี่ยวกับการค้นหาการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาสามารถคงไว้ได้ในระยะยาว”.

Sarwer เสริมว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ยั่งยืนคือหัวใจสำคัญ. “ผมมักจะแนะนำให้คนลดจำนวนวันที่กินไอศกรีม หรือลดขนาดส่วนที่กินลง แทนที่จะแนะนำให้หยุดกินไอศกรีมไปเลย” เขากล่าว.

บทความนี้เขียนขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง และไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลงแผนการบริโภคอาหารหรือการออกกำลังกายใดๆ

REFERENCE

Categories
Lifespan Lifestyle Nutrition

ยิ่งลดน้ำหนักได้มาก โอกาสที่เบาหวานประเภทที่ 2 จะเข้าสู่ภาวะสงบก็ยิ่งมาก – ผลวิจัยใหม่ยืนยัน!

รู้ไหมคะว่าการลดน้ำหนัก ไม่ได้แค่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่ยังเพิ่มโอกาสให้เบาหวานประเภทที่ 2 เข้าสู่ภาวะสงบได้ด้วย!

ล่าสุดมีงานวิจัยจาก Lancet Diabetes & Endocrinology ที่ศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials) ทั่วโลก พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่าง “ดีกรีการลดน้ำหนัก” กับ “โอกาสเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ” แบบไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นเลยค่ะ

ลดน้ำหนักมาก โอกาสเบาหวานสงบก็สูงขึ้น

ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาทั้งหมด 22 ฉบับ และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก:

  • คนที่ลดน้ำหนักได้น้อยกว่า 10% มีโอกาสเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบอย่างสมบูรณ์แค่ 0.7%
  • แต่ถ้าลดน้ำหนักได้ 20–29% โอกาสพุ่งไปที่ 49.6%
  • และถ้าลดได้เกิน 30% โอกาสเพิ่มเป็น 79.1% เลยทีเดียว!
  • แม้แต่การเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบบางส่วน ก็ยังเห็นความสัมพันธ์ชัดเจนเช่น คนที่ลดน้ำหนักได้น้อยกว่า 10% มีโอกาส 5.4% คนที่ลดน้ำหนักได้ 10-19% มีโอกาส 48.4% คนที่ลดน้ำหนักได้ 20–29% มีโอกาส 69.3% และถ้าลดได้เกิน 30% โอกาสสูงถึง 89.5%

สรุปง่าย ๆ ค่ะ— ยิ่งน้ำหนักลดเยอะ โอกาสที่เบาหวานจะสงบก็ยิ่งมาก!

ทำไมลดน้ำหนักถึงช่วยได้?

ผลลัพธ์จากการศึกษานี้สนับสนุนสมมติฐาน Twin Cycle Hypothesis ของ Prof. Roy Taylor ที่อธิบายว่า เบาหวานประเภทที่ 2 เกิดจากการสะสมไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) บริเวณตับและตับอ่อน จนทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน พอเราลดน้ำหนักได้ — โดยเฉพาะการลดไขมันส่วนนี้ — ความไวต่ออินซูลินจะกลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และเบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบได้นั่นเองค่ะ

ลดน้ำหนักแบบไหนช่วยได้ดีที่สุด?

ในงานวิจัยของ Prof. Taylor เขาใช้วิธี Very Low Calorie Diet (VLCD) หรือการกินอาหารแคลอรี่ต่ำมาก เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมออกไปเร็วที่สุด (ถึงขนาดที่เขาพัฒนาเครื่อง fMRI ขึ้นมาเพื่อตรวจวัดไขมันในตับและตับอ่อนโดยเฉพาะ!)

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน คาร์บต่ำ คาร์บสูง แบบเมดิเตอร์เรเนียน หรือ DASH… สิ่งสำคัญคือ ต้องลดน้ำหนักให้ได้สัก 10% จากน้ำหนักตั้งต้น เพื่อให้ไขมันในตับและตับอ่อนลดลง และเพิ่มโอกาสให้เบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบค่ะ

ข้อควรระวัง

การลดน้ำหนักแบบเคร่งครัดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และอย่าหยุดยาเองเด็ดขาดนะคะ

บทสรุป:

  • ยิ่งลดน้ำหนักได้มาก โอกาสที่เบาหวานประเภทที่ 2 จะเข้าสู่ภาวะสงบก็ยิ่งสูง
  • การลดไขมันในช่องท้อง โดยเฉพาะบริเวณตับและตับอ่อน คือกุญแจสำคัญ
  • ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีไหนในการลดน้ำหนัก ถ้าทำได้ถึง 10% จากน้ำหนักตัวตั้งต้น โอกาสที่จะควบคุมเบาหวานได้ก็สูงขึ้นมาก

การลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าทำได้ ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่มีภาวะเบาหวาน

REFERENCE

Categories
Lifestyle

คาร์โบไฮเดรต-อินซูลิน ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนผู้ก่อตั้ง Diet Doctor ยอมรับเอง

ผู้ก่อตั้ง Diet Doctor ชุมชนโภชนาการคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งมีเข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 1 ล้านครั้ง/เดือน ออกมายอมรับอย่างกล้าหาญว่า คาร์โบไฮเดรต-อินซูลิน ไม่ได้ทำให้คุณอ้วน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีเรื่องน่าสนใจใน Twitter มากมายเลยค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่สะเทือนชุมชนการใช้โภชนาการคาร์โบไฮเดรตต่ำทั่วโลกก็คือ การที่ Dr.Andreas Enfeldt ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Diet Doctor ออกมายอมรับอย่างกล้าหาญว่า สมมุติฐานของ Carbohydrate-Insulin Model of Obesity ที่เขาเคยสนับสนุนมาตลอดระยะเวลาของการเปิดเว็บไซต์ Diet Doctor นั้น ไม่ทนทานต่อการพิสูจน์ด้วยหลักฐานงานวิจัย…โอ้ พี่ปุ๋มบราโว่ความกล้าหาญของเขามาก ที่ไม่ยึดติดกับอัตตาของตัวเอง และเปลี่ยนความคิดเมื่อหลักฐานงานวิจัยไม่สนับสนุน เขาหันมาให้ความสำคัญกับความอิ่มของอาหารประเภทต่างๆต่อแคลอรี่ (Satiey Per Calorie) ค่ะ พี่ปุ๋มสรุปเนื้อหาสำคัญของ tweet ให้น้องๆได้อ่านกันในบ่ายวันอาทิตย์

1. เขาโพสต์วิดีโอโดย Dr.Ted Naiman ซึ่งอธิบายว่า Carbohydrate-Insulin Model of Obesity (CIM) ไม่ใช่โมเดลที่ถูกต้องในการอธิบายความอ้วน ไม่ทนทานต่อการพิสูจน์จากหลักฐานงานวิจัย (พี่ปุ๋มวางลิงค์ vdo ไว้ให้ด้วยนะคะ)https://youtu.be/DUeXG48h-sQ
2. คาร์โบไฮเดรต ทำให้คุณอ้วนโดยเพิ่มระดับกลูโคสในกระแสเลือดและเพิ่มระดับฮอร์โมนอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนเก็บสะสมไขมันจริงหรือ? 3. Dr.Andreas Eenfeldt ผู้ก่อตั้ง Diet Doctor ชุมชน Low Carb Community ที่มีสมาชิกเข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 1 ล้านครั้ง/เดือน ได้ออกมายอมรับว่าเขาเปลี่ยนใจในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา และอยากให้สมาชิกยอมรับหลักฐานหลักฐานงานวิจัยที่ไม่สอดคล้องกับ CIM เช่นกัน 4. มีประชากรหลายกลุ่มทั่วโลกซึ่งรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง และยังคงรักษาน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไว้ได้ 5. การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำได้ผลในการลดน้ำหนัก แต่ไม่ใช่จากกลไกของฮอร์โมนอินซูลินในการเพิ่มการสะสมไขมัน แต่เกิดจากการที่โภชนาการแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำมีแนวโน้มที่จะมีโปรตีนสูงซึ่งทำให้อิ่มและได้รับแคลอรี่น้อยลง (สุดท้ายก็กลับไปที่ Energy Balance Model)

6. นอกจากนั้นการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ทำให้คนๆนั้นลดการกิน Ultra-processed foods ที่มี refined carbohydrates สูง ซึ่งเร้าศูนย์รางวัลในสมอง คุณจึงได้รับแคลอรี่น้อยลง ลดการกินเกิน 7. นอกจากนั้นคนส่วนใหญ่ที่รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะลดน้ำหนักได้เร็วช่วงแรกจากการสูญเสียน้ำที่เกาะติดอยู่กับโมเลกุลของไกลโคเจน จึงเป็นแรงจูงใจที่ดีในระยะแรกของการลดน้ำหนัก และในคนบางคน การตัดคาร์โบไฮเดรตออกไปจากอาหารเป็นวิธีที่ง่ายสำหรับเขาในการลดน้ำหนัก 8. ด้วยเหตุดังกล่าว คุณสามารถที่จะใช้โภชนาการคาร์โบไฮเดรตต่ำในการลดน้ำหนักอย่างประสบความสำเร็จ ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่สามารถจะอยู่กับโภชนาการแบบนี้ได้ดี มันเข้ากับวิถีชีวิตของคุณ ก็จงทำมันต่อไป 9. แต่ให้รับรู้ว่าโภชนาการแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่ใช่วิธีเดียวในการลดน้ำหนัก มันเป็นหนึ่งในหลากหลายวิธีที่จะลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น 10. สุดท้าย ฮอร์โมนอินซูลินไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอ้วน

ลองกลับไปดูไลฟ์#71 ของพี่ปุ๋มใน YT Channel (แปะให้แล้วข้างล่าง) เพิ่มเติมนะคะ ที่พี่ปุ๋มสรุปดีเบตระหว่าง Dr.Stephan Guyenet กับ Gary Taubes ซึ่งมีหลักฐานงานวิจัยทั้งหมดเกือบ 200 ฉบับ ที่ Dr. Stephan นำมาใช้หักล้าง CIM อย่างราบคาบตั้งแต่เมื่อปี 2562 ในรายการ Joe Rogan Experience

สุดท้ายแล้ว Good science will always win

Tweet ต้นฉบับของ Dr.Stephan Guyenet



Categories
Lifestyle

การนอนหลับไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจในผู้หญิงสูงขึ้นถึง 75%

การนอนไม่หลับสนิทสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพโดยรวมของคุณ โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้หญิง และการนอนหลับที่ไม่ดีเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงกลางของอายุ

การศึกษาใหม่ชิ้นหนึ่งพบว่าปัญหาเรื้อรังในการนอนหลับและโรคหัวใจมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดสำหรับผู้หญิง

ผู้หญิงที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังหรือนอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อคืนมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อโรคหัวใจ นิสัยการนอนหลับที่คุณพัฒนาขึ้นในช่วงกลางของชีวิตสามารถมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพหัวใจในอนาคตของคุณ ตามการวิจัยใหม่

การศึกษาที่เชื่อถือได้ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ในวารสาร Circulation พบว่า การนอนหลับน้อยกว่าเจ็ดชั่วโมงต่อคืนและ การนอนหลับไม่ต่อเนื่อง หรือหลับๆตื่นตลอดทั้งคืน สามารถเพิ่มความเสี่ยงในอนาคตของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจวาย และกล้ามเนื้อหัวใจตาย

โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้หญิง และการนอนหลับที่ไม่ดีเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงกลางอายุ

ผู้หญิงจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าโรคมะเร็ง ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เราสามารถป้องกันโรคหัวใจในผู้หญิงได้ดร. Eleanor Levin นักโรคหัวใจจาก Stanford Medicine บอกกับ Healthline

การนอนหลับไม่ดีหลายปีอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจ

นักวิจัยได้ประเมินนิสัยการนอนหลับและผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้หญิง 2,964 คนที่มีอายุระหว่าง 42 ถึง 52 ปี ผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงก่อนวัยหมดประจำเดือนหรือต้นวัยหมดประจำเดือน ไม่ได้ใช้การบำบัดด้วยฮอร์โมน และไม่มีโรคหัวใจ

ในระยะเวลา 22 ปีของการศึกษา ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับการเข้าพบถึง 16 ครั้ง โดยพวกเขาได้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับนิสัยการนอนหลับ มีปัญหาในการนอนไม่หลับหรือไม่ และนอนประมาณกี่ชั่วโมง พร้อมกับมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า และอาการวัยทอง เช่น หน้ามืด หรือไม่

แบบสอบถามยังรวมถึงคำถามเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพและร่างกายของพวกเขา เช่น ส่วนสูงและน้ำหนัก ผลการเจาะเลือด และผลการตรวจโรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหัวใจล้มเหลว

ประมาณหนึ่งในสี่ของผู้หญิงมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เช่น มีปัญหาในการหลับ ตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืน หรือตื่นขึ้นมาเร็วกว่าที่วางแผนไว้ และ 14 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการนอนที่สั้น

ประมาณ 7% รายงานว่ามีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังและระยะเวลาการนอนที่สั้น

นักวิจัยค้นพบว่าผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการพัฒนา CVD ในภายหลังในชีวิต

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่นอนน้อยกว่าห้าชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำมีความเสี่ยงสูงขึ้นเล็กน้อยต่อโรคหัวใจ บุคคลที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังและนอนน้อยกว่าห้าชั่วโมงต่อคืนมีความเสี่ยงสูงขึ้น 75% ต่อโรคหัวใจ แม้ว่านักวิจัยจะปรับปัจจัยเสี่ยงของโรค CVD อื่นๆแล้วก็ตาม

ผลลัพธ์ตามการวิจัย เน้นย้ำถึงผลกระทบที่ปัญหาการนอนหลับระยะยาวสามารถมีผลต่อสุขภาพหัวใจของผู้หญิง

การนอนหลับที่ไม่ดีส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณอย่างไร

มีคำอธิบายหลายประการว่าทำไมการนอนหลับที่ไม่ดีจึงสามารถทำลายการทำงานของหัวใจได้ในระยะยาว

“การนอนหลับที่ไม่ดีอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจผ่านกลไกการรวมกันหลายอย่าง เช่น การเพิ่มกิจกรรมของระบบประสาทซิมพาเทติก การควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติไม่ได้ และการเพิ่มการอักเสบในระบบ” Dr. Cheng-Han Chen นักหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้อำนวยการการแพทย์ของโปรแกรม Structural Heart ที่ MemorialCare Saddleback Medical Center ใน Laguna Hills, CA กล่าว

คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของความดันโลหิตสูงและการดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจ

การขาดการนอนหลับทำให้ความดันโลหิตสูงแย่ลงและสามารถนำไปสู่นิสัยการกินที่ไม่ดีด้วยคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลมากขึ้น ทำให้เกิดโรคเบาหวานก่อนวัยและระดับคอเลสเตอรอลแย่ลง” Dr.Levin กล่าว

นอกจากนี้ หลายคนที่มีอาการนอนไม่หลับยังมีโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีสำหรับโรคหัวใจ

ผู้หญิงมีอาการของโรคหัวใจที่แตกต่างจากผู้ชายและมีโอกาสน้อยที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

Dr.Chen กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือชุมชนทางการแพทย์ต้องจัดการกับปัญหาการนอนหลับในผู้หญิง ควรบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสุขภาพหัวใจโดยรวม

ข้อปฏิบัติที่คุณสามารถทำเพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคุณควรตั้งเป้าหมายในการนอนหลับให้ได้ประมาณเจ็ดถึงแปดชั่วโมงต่อคืน ผู้ที่ต้องการปรับปรุงการนอนหลับของตนสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • รักษาห้องนอนให้เย็น มืด และเงียบ
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
  • รักษาตารางเวลาการนอนและตื่นที่สม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีนในช่วงบ่าย

ปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจจะสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคนอนไม่หลับและเครื่อง CPAP (continuous positive airway pressure) หรือ เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ที่มีสภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกลั้น ถ้าจำเป็น

ต้องให้ความสนใจเพิ่มเติมในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และการนอนหลับที่ไม่ดี เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพของพวกเขา” Chen กล่าว

สรุป: การวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าปัญหาการนอนหลับระยะยาวสามารถเพิ่มความเสี่ยงของคุณต่อโรคหัวใจในภายหลังของชีวิต โรคหัวใจเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้หญิง และผลการวิจัยใหม่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงความพยายามในการป้องกันโรคหัวใจในผู้หญิง และการนอนหลับอย่างมีคุณภาพเป็นหนึ่งในวิธีที่คุณต้องใส่ใจค่ะ

แหล่งข้อมูล:
 

https://www.healthline.com/health-news/not-getting-enough-sleep-can-increase-womens-risk-of-heart-disease-by-75#How-poor-sleep-hurts-your-heart

Poor Sleep Can Increase a Woman’s Risk of Heart Disease By 75% (healthline.com)

 
Categories
Lifestyle

การเดินเพื่อออกกำลังกาย: 9 ข้อเท็จจริงและข้อเข้าใจผิดที่ควรรู้

คุณควรเดินทุกวันหรือไม่? เดินครั้งเดียวนานๆ หรือ เดินสั้นๆ ดีกว่ากัน ควรเดินหลายครั้งในแต่ละวันหรือไม่? แล้วคุณควรเดินเร็วแค่ไหน? คำถามเหล่านี้คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆกับหลายๆคนเมื่อต้องการออกกำลังด้วยการเดิน

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้การออกกำลังกายด้วยการเดินได้รับความนิยม การเดินมีประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพเช่นเดียวกับการออกกำลังกายแบบ low-intensity steady-state cardio (LISS) อื่นๆ นอกจากนี้ยังสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย คุณไม่จำเป็นต้องมีโรงยิมหรืออุปกรณ์มากมาย การออกกำลังกายโดยการเดินสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ และเหมาะสำหรับผู้คนทุกวัย

มี Inflencer มากมายที่พูดถึงประโยชน์จากการเดิน และวิธีการเดินในแบบเฉพาะตัว แต่ประโยชน์ของการเดินนั้น ถูกประเมินค่าเกินจริงหรือไม่? บทความนี้จะเผยแพร่ข้อเท็จจริงและข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเดิน ให้คุณได้เข้าใจมากขึ้น

1. ข้อเข้าใจผิด: เดิน 10,000 ก้าวต่อวันเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม

หลายคนใช้ 10,000 ก้าวเป็นเกณฑ์สำหรับเป้าหมายประจำวัน แต่ตัวเลขนี้จริงๆ แล้วมาจากแคมเปญการตลาดมากกว่าที่จะมาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์  Amy Bantham, DrPH, CEO และผู้ก่อตั้ง Move to Live More, บริษัทให้คำปรึกษาด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ การอ้างอิงการออกกำลังกายของแพทย์และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้ป่วย เขากล่าวว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ที่แสดงว่าตัวเลข 10,000 ก้าวนี้เป็นเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพที่ดีกว่าการจำนวนก้าวต่อวันที่น้อยลง

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการเดินก้าวมากขึ้นต่อวันมีความสัมพันธ์กับประโยชน์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ รวมถึงการเสียชีวิตจากสาเหตุใดๆ จนถึง 10,000 ก้าวต่อวัน จากนั้นประโยชน์ที่ได้รับก็เริ่มคงที่

Anthony Wall เทรนเนอร์ส่วนบุคคลและผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศของ American Council on Exercise (ACE), กล่าวว่า สิ่งที่ชัดเจนจากการวิจัยคือการเดินมากขึ้นมักเชื่อมโยงกับประโยชน์มากขึ้น

การวิเคราะห์แบบเมตา (Meta Analysis) ได้พยายามศึกษาจำนวนก้าวต่อวันขั้นต่ำและเหมาะสมเพื่อปรับปรุงสุขภาพของบุคคล โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้คนมากกว่า 111,000 คนจาก 12 การศึกษา พบว่าการเดินเพียงประมาณ 2,600 ถึง 2,800 ก้าวต่อวัน สามารถลดการเสียชีวิตจากสาเหตุโรคใดๆ ลง 8 เปอร์เซ็นต์ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจลง 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวน 2,000 ก้าวต่อวัน และประโยชน์จะเพิ่มสูงสุดที่ 8,800 ก้าวต่อวัน

สรุปคือยังไม่มีข้อชี้ชัดเด็ดขาด เกี่ยวกับตัวเลขขั้นต่ำของการเดินต่อวันที่ให้ประโยชน์มากที่สุด และในขณะที่การนับก้าวเป็นเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมสำหรับหลายคน ก็ยังมีตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น เวลาและความถี่ Wall กล่าว

2. ข้อเท็จจริง: การเดินช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เมื่อคุณมีกิจกรรมทางกาย คุณได้ช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อดูดซับกลูโคสจากกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดในระยะสั้นและช่วยรักษาความไวต่ออินซูลินในระยะยาว ตามข้อมูลของ American Diabetes Association สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา และในขณะที่การออกกำลังกายอีกหลายชนิดที่ดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเดินเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อคุณทำมันหลังจากทานอาหาร

การวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการเดินเพียงสองนาทีหลังจากรับประทานอาหารทันที สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี สามารถช่วยผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคเบาหวาน จัดการกับระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงช่วยปรับปรุงระบบเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ได้

ยังมีการวิจัยอื่นอีกที่พบว่าการออกไปเดินโดยเร็วที่สุดหลังจากทานอาหารเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มากกว่าการนั่งเล่นๆ แล้วค่อยออกไปเดินภายหลัง (การวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าเนื่องจากการเดินสามารถลดการพุ่งขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด จึงอาจช่วยลดการอักเสบและปกป้องหัวใจของคุณ)

3. ข้อเข้าใจผิด: การเดินสามารถรักษาโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้

การออกกำลังกายส่วนใหญ่มีผลต่อสุขภาพจิตในทางที่ดี แต่ไม่มีการออกกำลังกายเดี่ยวๆใดๆ เช่น การเดิน สามารถรักษาโรคทางคลินิกได้ด้วยตัวเอง

การเดินมีผลต่ออารมณ์อย่างไร? คนส่วนใหญ่ทำงานในสภาวะที่เครียดมากขึ้น Michael Fredericson, MD, แพทย์เฉพาะทางด้านการแพทย์กีฬาที่ Stanford Medicine ในแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวว่าการออกกำลังกายสามารถนำคนเข้าสู่สภาวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น “ในระยะยาว การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะปลดปล่อยโปรตีนที่เรียกว่า neurotrophic หรือ growth factors ซึ่งทำให้เซลล์ประสาทเติบโตและสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆ ซึ่งเป็นการปรับปรุงการทำงานของสมองและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น” เขาอธิบาย

อย่างไรก็ตาม Dr. Fredericson กล่าวว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องการสำหรับสุขภาพจิตของคุณ ถ้าคุณมีโรคซึมเศร้าเนื่องจากสถานการณ์รุมเร้าในชีวิต มาตรการเช่น กิจกรรมทางกายและการหาการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนๆ อาจช่วยแก้ปัญหาสำหรับคุณได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมีโรคซึมเศร้าทางคลินิก การมองหาความช่วยเหลือจากมืออาชีพเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากการบำบัดหรือยาอาจจำเป็น การรักษาตัวเองอาจเป็นอันตราย และการเดินจะไม่เพียงพอสำหรับการบำบัดโรคทางสุขภาพจิต

4. ข้อเข้าใจผิด: การวิ่งมีประโยชน์เหนือกว่าการเดิน

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่มีผลกระทบต่ำ และมีประโยชน์ เช่น การกระตุ้นการปลดปล่อยเอ็นดอร์ฟิน การเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังร่างกายและสมอง และการปรับปรุงสุขภาพกระดูก โดยไม่ต้องใช้แรงกดดันเพิ่มเติมกับข้อต่อ Bantham กล่าว

สำหรับผู้คนทั่วไป การเดินเป็นเรื่องง่ายต่อร่างกายมากกว่าการวิ่ง Fredericson กล่าว และมีโอกาสน้อยที่จะได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ กิจกรรมที่มีผลกระทบต่ำนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ การวิ่งต้องใช้ทักษะมากกว่า และบางคนมีร่างกายที่รองรับการเดินได้ดีกว่า การจัดตำแหน่งของสะโพกและเข่า น้ำหนักตัว และรูปทรงของเท้าก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บางคนสามารถประสบความสำเร็จในการวิ่ง แต่บางคนก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้น

คนจำนวนมากเกิดคำถามว่า ควรออกกำลังด้วยการวิ่งหรือการเดิน สิ่งที่ง่ายที่สุดที่คุณควรคำนึงถึงก็คือ: เป้าหมายของคุณคืออะไร? ถ้าคุณต้องการความฟิตและต้องการปรับปรุงตัวชี้วัดสุขภาพบางอย่าง เช่น ความจุออกซิเจนและการผลิต CO2 การวิ่งอาจเป็นเครื่องมือที่ดีกว่า เขาแต่ถ้าคุณกำลังมองหา การลดความดันโลหิต ต้องการรู้สึกดีขึ้น หรือการนอนหลับที่ดีขึ้น การเดินอาจจะดีกว่า

การวิจัยยังค้นพบว่า การเดินด้วยความเร็วปานกลางถึงเดินเร็ว สามารถลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และโรคเบาหวาน เมื่อเทียบกับการใช้พลังงานที่เท่าๆกันในการวิ่ง

5. ข้อเข้าใจผิด: คุณไม่ควรเดินทุกวันในแต่ละสัปดาห์

เนื่องจากการเดินเป็นกิจกรรมแบบ Low Density จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้คนที่จะออกไปเดินทุกวัน Wall กล่าว “ถ้าคุณคิดถึงประชากร ในเมืองต่างๆของสหรัฐอเมริกา ที่มีสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้สามารถเดินได้ ผู้คนเหล่านี้กำลังเดินทุกวัน” คนส่วนใหญ่ สามารถเดินได้ทุกวัน ตราบเท่าที่พวกเขาไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพใดๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณตั้งใจใช้แรงเพิ่มขึ้นในการเดินของคุณ  ก็อาจจะดีที่จะพักหนึ่งวันต่อสัปดาห์ หรือรวมรูปแบบการออกกำลังกายอื่นๆ เช่น การปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำเข้ากับกิจวัตรของคุณ Fredericson กล่าว

ตามแนวทางการออกกำลังกายของคนอเมริกันของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ผู้ใหญ่ควรทำกิจกรรมความเข้มปานกลาง (เช่น เดินเร็ว) สัปดาห์ละ 150 ถึง 300 นาที หรือ 75 ถึง 150 นาทีของกิจกรรมความเข้มสูง (เช่น การวิ่ง) ต่อสัปดาห์เพื่อประโยชน์สุขภาพที่มีนัยสำคัญ

6. ข้อเท็จจริง: คุณต้องเดินเร็วขึ้นเพื่อเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น

ในขณะที่กิจกรรมใดๆ ก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ ความเข้มที่คุณใช้ในการออกกำลังกายยิ่งมากเท่าไหร่ คุณก็จะเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความจริงสำหรับการเดินออกกำลังกายด้วย จำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญในการออกกำลังกายที่กำหนดขึ้นอยู่กับน้ำหนักและองค์ประกอบของร่างกายของบุคคล Bantham กล่าว

Harvard Health ได้เผยแพร่การเปรียบเทียบจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญใน 30 นาทีตามกิจกรรมและช่วงน้ำหนัก บุคคลที่มีน้ำหนัก 70 ก.ก. เผาผลาญ 133 แคลอรี่ต่อ 30 นาทีของการเดินด้วยความเร็ว 3.5 ไมล์ หรือประมาณ 5.6 ก.ม. ต่อชั่วโมง และ 175 แคลอรี่ต่อ 30 นาทีของการเดินด้วยความเร็ว 4 ไมล์ หรือประมาณ 6.4 ก.ม. ต่อชั่วโมง

นั่นหมายความว่าถ้าเป้าหมายของคนๆ หนึ่งคือการลดไขมัน คุณจะต้องเดินด้วยความเร็วขึ้นหรือเดินนานกว่ากิจกรรมอื่นๆ เพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ

7. ข้อเข้าใจผิด: คุณต้องเดิน 30 นาทีต่อเนื่องเพื่อเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

Wall แนะนำให้ผู้คนเดิน 30 นาทีทุกวัน ห้าครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ถึงเกณฑ์พื้นฐานตามเป้าหมายที่ 150 นาทีของกิจกรรมแอโรบิคความเข้มปานกลางซึ่งเป็นแนวทางการออกกำลังกายของคนอเมริกันที่ทาง HHS แนะนำ 

ความเข้าใจผิดทั่วไปอย่างหนึ่งคือคุณต้องทำ 30 นาทีเหล่านี้ติดต่อกัน Fredericson กล่าวว่า คุณสามารถแบ่งมันออกเป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยเดิน 5 ถึง 10 นาทีในหลายๆ ครั้งตลอดทั้งวัน ซึ่งยังได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับการเดิน 30 นาทีต่อเนื่องกันครั้งเดียวในวันนั้น และวิธีนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)

8 ข้อเท็จจริง: เดินเงียบเป็นประโยชน์ต่อคุณ

มีแนวโน้มการเดินหนึ่งซึ่งเผยแพร่บน TikTok ได้ทำให้ผู้คนตื่นเต้นที่จะออกไปเดินมากขึ้นคือ #silentwalking วิธีนี้อาจเป็นสิ่งใหม่ แต่มันก็ไม่ได้ใหม่โดยสิ้นเชิง การเดินเงียบหมายถึงการเดินโดยไม่มีสิ่งรบกวน ไม่มีพอดคาสต์ผ่านหูฟังของคุณ ไม่มีการคุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์ หรือไม่มีเพลย์ลิสต์เพลงโปรดให้ฟัง

ผู้ชื่นชอบการเดินเงียบกล่าวว่ามันให้โอกาสคุณได้อยู่กับความคิดของตัวเองและฝึกฝนการทำสมาธิขณะเคลื่อนไหว แม้ว่าจะไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับ “เดินเงียบ” แต่มีหลักฐานแสดงว่าการเดินด้วยความตั้งใจและการเดินอย่างมีสมาธิ มีประโยชน์ในการสร้างอารมณ์บวก ลดความเครียด และลดความดันโลหิต

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการเดินแบบไม่เงียบไม่ดีสำหรับคุณ ถ้าพอดคาสต์ ทำนองเพลงที่ติดหู หรือการสนทนากับเพื่อนขณะเดิน เป็นแรงจูงใจทำให้คุณได้ออกไปเดิน ก็ออกไปเดินเถอะเพราะมันก็มีประโยชน์อยู่ดี

9 ข้อเข้าใจผิด: การเดินในร่มและกลางแจ้งให้ผลลัพธ์เดียวกัน

เมื่อคุณเดินกลางแจ้ง คุณกำลังเดินผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนระดับ ขึ้นบันได้ และพื้นลาดชัน และมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น พื้นที่สีเขียว ซึ่งแตกต่างจากการเดินบนลู่วิ่งในร่ม และความแตกต่างเหล่านี้อาจมีความสำคัญ

การศึกษาหนึ่งที่เปรียบเทียบผลกระทบของการเดินในร่มกับกลางแจ้งพบว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง การอยู่ข้างนอกในสภาพแวดล้อมธรรมชาติช่วยให้ผู้เดินบรรลุอัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ยที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเดินในร่ม แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกว่าพวกเขากำลังออกแรงมากขึ้น

การเดินกลางแจ้งยังช่วยปรับปรุงความรู้สึกของพลังงาน ในแบบที่การเดินบนลู่วิ่งไม่สามารถให้ได้

การเดินกลางแจ้งอาจเป็นเรื่องที่สนุกสนานมากขึ้นและช่วยให้ผู้คนยึดมั่นกับการออกกำลังกาย แต่ถ้าคุณไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ การเดินของคุณบน Treadmill ในร่มก็คุ้มค่าเช่นกัน มาออกกำลังกายง่ายๆด้วยการเดินกันเถอะ

แหล่งข้อมูล:
 

https://www.everydayhealth.com/fitness/walking-workouts-myths-and-facts-to-know/

The Truth About Walking Workouts: 9 Myths and Facts (everydayhealth.com)

 
Categories
Bone Broth Intermittent Fasting Lifestyle Nutrition

6 สาเหตุที่ Bone Broth และ Mini Fast ทำให้หุ่นสวย

การลดน้ำหนักไม่จำเป็นต้องยากเย็นและเต็มไปด้วยการทรมาน Dr.Kellyann Petrucci นักธรรมชาติบำบัดให้วิธีเด็ดด้วย "น้ำซุปกระดูก" หรือ Bone Broth และการทำ Mini Fast ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่เพียงแต่ง่ายขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยประโยชน์อื่นๆ ด้วย

การทำ Intermittent Fasting หรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา กลายเป็นเทคนิคยอดนิยมในหมู่คนที่ต้องการลดน้ำหนักและปรับปรุงสุขภาพโดยรวม แต่การทำ Mini Fast ด้วยน้ำซุปกระดูกนั้นมีข้อดีเพิ่มเติมอีกมากมาย

คนไข้ของ  Dr.Kellyann หลายคน ต้องการลดน้ำหนักด่วนๆ เพราะปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ การอดอาหารถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดูจะได้ผลเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ไม่น้อยเช่นกัน หลายคนเริ่มทำแล้วไปต่อไม่ได้ เพราะรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว

Dr.Kellyann ไม่อยากให้คนไข้ของเธอต้องเจอกับความท้าทายเหล่านี้ ดังนั้นเธอจึงหันมาใช้ Bone Broth เป็นตัวช่วย ด้วยวิธี Mini Fast และนี่คือเหตุผลที่ทำให้โบนบรอธเป็นตัวเลือกที่ดีในการลดน้ำหนัก:

1. อิ่มนานแต่ไม่เพิ่มน้ำหนัก

Bone Broth มีรสชาติที่อร่อย อูมามิ  แคลอรี่น้อยมาก ดังนั้นคุณสามารถบริโภคได้โดยไม่รู้สึกผิดและสามารถบริโภคได้มากเท่าที่คุณต้องการ หมายความว่าไม่รู้สึกหิวแม้ในขณะที่คุณกำลังอดอาหาร

2. เสริมคอลลาเจนให้ผิวพรรณ

นอกจากลดน้ำหนักได้แล้ว คอลลาเจนในน้ำซุปกระดูกยังช่วยให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอยได้ด้วย

3. ดีท็อกซ์ร่างกาย

เช่นเดียวกับการอดอาหารเป็นช่วงเวลา น้ำซุปกระดูกช่วยทำความสะอาดเซลล์ของคุณ ทำให้เซลล์มีพลังและดูอ่อนเยาว์ลง

4. Bone Broth ช่วยรักษาลำไส้

จุดเริ่มต้นของน้ำหนักเกิน เกิดจากลำไส้ที่ไม่แข็งแรง น้ำซุปกระดูกมีเจลาตินและสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยซ่อมแซมลำไส้ แก้ไขปัญหาการย่อยอาหารขณะที่ช่วยในการลดน้ำหนัก

5. ช่วยรักษาข้อต่อ

หนึ่งในปัญหาที่คนมีน้ำหนักเกินพบเจอ คือเมื่อพวกเขาแก่ขึ้น ข้อต่อของพวกเขาเริ่มสึกหรอและยากต่อการเคลื่อนไหว น้ำซุปกระดูกให้สารอาหารเช่นกลูโคซามีน คอนดรอยติน และสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยฟื้นฟูข้อต่อ

6. ต้านการอักเสบ

หนึ่งในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษคือการอักเสบเรื้อรังเป็นสาเหตุของความอ้วน การอักเสบเรื้อรังทำลายเซลล์ของคุณและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่ทำให้คุณเพิ่มน้ำหนัก การอักเสบนำไปสู่น้ำหนักเพิ่มขึ้น สร้างวงจรอักเสบที่นำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น สิ่งนี้เป็นตัวเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิซึม ที่ทำให้คุณเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น พัฒนาการอักเสบมากขึ้น และอื่นๆ เมื่อคุณหยุดวงจรนี้โดยการรักษาการอักเสบด้วยสารอาหารเช่นที่มีใน Bone Broth น้ำหนักจะเริ่มลดลง นอกจากนี้ ผิวที่แห้ง หยาบ และมีแนวโน้มเกิดริ้วรอย—ซึ่งเป็นสัญญาณภายนอกของการอักเสบภายใน—จะเริ่มดูเรียบเนียน นุ่มนวล และอ่อนเยาว์ลง

การดื่ม Bone Broth ในช่วง Mini Fast สองครั้งต่อสัปดาห์สามารถเปลี่ยนการลดน้ำหนักให้เป็นประสบการณ์ที่ดี คุณจะเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว พร้อมรู้สึกดีขึ้นทั้งกายและใจ ไม่ต้องหิวหรือทรมาน และยังได้รับประโยชน์มากมายที่ Bone Broth มอบให้

การเริ่มต้น Mini Fast อาจฟังดูน่ากลัว แต่เมื่อคุณลองดู คุณจะพบว่ามันเป็นวิธีที่สะดวกและมีประสิทธิภาพในการดูแลรูปร่างและสุขภาพของคุณ ลองดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าการดูแลสุขภาพนั้นง่ายและอร่อยกว่าที่คิด!